สารจากประธานกรรมการ

ภาคอุตสาหกรรมมีบทบาทอย่างสำคัญ ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ในแต่ละปี ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมก่อให้เกิดรายได้เป็นจำนวนมาก จากการซื้อขายเพื่อการบริโภคภายในประเทศ และการส่งออกไปยังต่างประเทศ โรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากที่ก่อตั้งขึ้น ยังช่วยให้เกิดการจ้างงานขนาดใหญ่ กระจายไปทั่วทุกภูมิภาค ดังนั้นการพัฒนาขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรม จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้โรงงานอุตสาหกรรมในบ้านเรา มีศักยภาพในการแข่งขัน กับต่างประเทศ การที่เรามีโรงงานที่ได้มาตรฐาน มีต้นทุนการก่อสร้างที่ไม่สูงกว่าคู่แข่งขัน เมื่อประกอบกับมีเทคโนโลยี และนวัตกรรมการจัดการการผลิตที่มีประสิทธิภาพ จึงถือเป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่ช่วยให้เราสามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาด ด้วยต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ ซึ่งจะเป็นการสร้างตลาดในระยะยาว

บริษัท มั่นคง สตีล จำกัด ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเป็นผู้นำในการพัฒนาการใช้เหล็กเคลือบกันสนิมชุบสีสำหรับงานหลังคา สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมทดแทน แผ่นหลังคากระเบื้องใยหินในอดีตที่มีปัญหาก่อให้เกิดสารก่อมะเร็ง อีกทั้งน้ำหนักมากกว่าจึงต้องใช้โครงสร้างอาคารที่มีต้นทุนสูงกว่า นอกจากนี้ยังทนต่อแรงลมได้ไม่ดี เท่าที่ควร การใช้แผ่นหลังคาเมทัลชีทจึงเป็นทางออกที่ดียิ่ง การเปลี่ยนแปลงวัสดุมุงหลังคามาเป็นเมทัลชีทเราจะเห็นตัวอย่างได้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศที่พัฒนา ไปก่อนบ้านเราเช่น ญี่ปุ่น หรือไต้หวัน เป็นต้น ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกิจการตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 เป็นต้นมา บริษัทฯได้ให้บริการในการจำหน่ายและติดตั้งหลังคาเหล็กเคลือบ กันสนิมชุบสี ให้กับภาคอุตสาหกรรมเป็นหลักไปมากกว่า 70 ล้านตารางเมตร ช่วยให้ผู้ประกอบการมีอาคารที่ใช้หลังคาที่ถูกสุขลักษณะ ถูกต้องตามหลักวิศวกรรม ด้วยต้นทุนที่ต่ำลงเมื่อเทียบกับในอดีต จึงทำให้กิจการมีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น บริษัทฯตั้งมั่นในการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และให้บริการด้วยความซื่อสัตย์และมีความเป็นมืออาชีพ ทำให้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง จากอดีตจนถึงปัจจุบัน

“ด้วยปณิธานในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเชิงนวัตกรรมในอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง กลุ่มงานหลังคา ต่อเนื่องมายังผลิตภัณฑ์ผนังและฝ้าเมทัลชีทพร้อมฉนวนกันความร้อน ซึ่งบริษัทได้ทุ่มเทในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามหลักวิชาการอย่างต่อเนื่องจนได้ผ่านการรับรองมาตราฐานสินค้าสูงขึ้นเป็นลำดับ จวบจนปัจจุบันบริษัทได้ผ่านการรับรองมาตราฐานที่โดดเด่นเป็นรายแรกและรายเดียวของประเทศไทยคือ FM 4880 PIR และ FM 4881 RW&PIR ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านวัสดุทนไฟสูงสุด บริษัทฯเชื่อมั่นว่า ด้วยปณิธานดังกล่าวประกอบกับการจัดการกระบวนการการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ เมื่อผสานกับนโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ดี อีกทั้งการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม จะช่วยให้บริษัทมีการเจริญเติบโตที่มั่นคงในอนาคต และเป็นอีกกลไกหนึ่งที่ช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมในบ้านเราให้เติบโตอย่างมีคุณภาพยิ่งๆขึ้นไป”

นายอาทิตย์ วุฒิคะโร

ประธานกรรมการบริษัท